
นอกจากความสนพระราชหฤทัยในด้านการถ่ายภาพแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังมีพระปรีชาสามารถในการถ่ายทำภาพยนตร์เช่นกัน โดยพระองค์ทรงนำกล้องถ่ายภาพยนตร์มาถ่ายประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จอยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และได้จัดทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นภาพยนตร์ข่าวการเสด็จประกอบพระราชกรณียกิจของพระองค์ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อบันทึกเหตุการณ์ส่วนพระองค์ ทั้งนี้ มีฝ่ายภาพยนตร์และภาพนิ่งส่วนพระองค์ สำนักพระราชวังเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ โดยได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ม้วนแรกในปี 2489 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและหลายเรื่องได้รับยกย่องให้เป็นมรดกของชาติ โดยหอภาพยนตร์ ภาพยนตร์ส่วนพระองค์เรื่องแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาติจัดฉายให้ประชาชนได้รับชมคือ ภาพยนตร์ข่าวพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสและพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในปี 2493 หลังจากนั้นได้มีการจัดฉายอีกหลายเรื่อง…

ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง พระมหาชนก เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นภาพยนตร์ที่แฝงไปด้วยปรัชญาแห่งคุณธรรม ความเพียร วิริยะอุตส่าหะและการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ได้ดัดแปลงมาจากบทพระราชนิพนธ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นผลงานของอาจารย์ ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ อดีตนักเรียนทุนอนันทมหิดล คนที่ 39 ด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ นำมาใช้ในการถวายงานร่วมกับทีมสร้างสรรอนิเมชั่นเรื่องนี้ ที่มารูปภาพ daily.rabbit.co.th/ฟอนต์ภาษาของในหลวง ทั้งนี้ อาจารย์ ศุภชัย ได้เล่าว่าพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการสร้างอนิเมชั่นเรื่องดังกล่าว…
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ปวงชนชาวไทยว่า ในหลวงทรงสนพระราชหฤทัยและทดลองสร้างงานศิลปะเอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรมหรืองานด้านมัณฑนศิลป์ วันนี้ dynamicwork.net จึงขอนำเรื่องราวของพระองค์ท่านในด้านเหล่านี้ มาเล่าสู่นักออกแบบและผู้อ่านทุกท่านกัน ด้านจิตรกรรม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระราชหฤทัยในงานจิตรกรรมตั้งแต่ทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนท์ ทรงศึกษาจากตำราและฝึกฝนด้วยพระองค์เอง และเมื่อทรงโปรดผลงานของศิลปินท่านใด ก็ทรงศึกษาถึงเทคนิคการสรรสร้างงานด้วยวิธีต่างๆของศิลปินท่านนั้นและนำมาสร้างขึ้นเป็นผลงานของพระองค์เอง อีกทั้งยังสร้างงานที่แปลกใหม่อยู่เสมอ แม้จะไม่ค่อยพอพระราชหฤทัยมากนัก แต่ผลงานของพระองค์ก็ยังคงเอกลักษณ์เอาไว้อยู่อย่างหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลงคือ เน้นสีสันที่ฉูดฉาดและโปรดการใช้เส้นกล้าและเส้นโค้งเป็นหลัก ส่วนภาพเหมือนนั้น พระองค์ก็สร้างงานศิลปะเอาไว้ไม่น้อย ซึ่งมีทั้งภาพเขียน…

เรื่องราวความรักของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แม้ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมามากนัก แต่ในหลายบทเพลงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงประพันธ์ขึ้น ก็มีแรงบันดาลใจมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งในบทเพลงเหล่านั้นได้กล่าวถึงตอนที่ทั้งสองพระองค์ต้องห่างไกลกัน อย่างเช่นเพลง พระอาทิตย์อับแสงและเทวาพาคู่ฝัน เป็นต้น ซึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ได้ระบุว่า ยามพระองค์ต้องจากกันก็เหมือนอาทิตย์อับแสง และในพระราชหฤทัยนั้น หวังอยากให้เทวาพาคู่ฝันมาให้ (ซึ่งในที่นี้หมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์) โดยพระองค์ได้โปรดเกล้าให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ…

ความเป็นอัครศิลปินของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นที่ทราบของประชาชนชาวไทยดีอยู่แล้ว เพราะพระองค์ทรงโปรดปรานการเล่นดนตรีมาก เนื่องจากทรงเริ่มเรียนดนตรีเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษาตั้งแต่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนท์ ซึ่งพระองค์ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น คลาริเนต เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน เป็นต้น และทรงเริ่มพระราชนิพนธ์เพลงเมื่อมีพระชนมายุได้ 18 พรรษา โดยในปี 2489 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง “เพลงแสงเทียน” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรก…