มาชม !! ฟีเจอร์ใหม่บน ZBrush 2019

ค่าย Pixologic ทำการประกาศเปิดตัว ZBrush 2019 ซึ่งถือเป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ ZBrush ที่มีการอัปเดตฟีเจอร์ต่างๆ เข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น non-photorealistic rendering toolkit, alpha modelling functionality, universal camera, ซัพพอร์ตโฟลเดอร์ และอัปเดตระบบ ZRemesher retopology อีกทั้งยังรวมไปถึงเรื่องของการสิทธิ์การใช้งาน และการให้บริการอีกด้วย
non-photorealistic rendering (NPR) toolkit ถือเป็นอัพเดทใหญ่ของตัวระบบ ที่จะสร้างภาพโดยการใส่เอฟเฟคออกมาได้หลากหลาย และแตกต่างจากซฮฟต์แวร์ DCC ต่างๆ มันไม่ใช่เอฟเฟคที่ทำให้ภาพสมจริง แต่เป็นเอฟเฟคที่ทำให้ตัวภาพมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยส่วนประกอบที่สำคัญของฟีเจอร์นี้ก็คือ flat shadows ที่เรนเดอร์ได้แบบ real-time และระบบ outline อย่าง completely recoded ที่เราสามารถเรียกใช้งานได้ผ่าน Material palette โดยระบบ outline จะมีลักษณะลายเส้นเหมือนดินสอ และเรายังสามารถเปลี่ยนสีของ outline ได้ ผ่านทาง Cavity colour ของ material
และด้วยทั้งสองฟีเจอร์นี้ ทำให้เราสามารถสร้างเอฟเฟคสไตล์ toon-shaded แบบที่เราต้องการขึ้นมาเองได้ ซึ่งถือเป็นการอัพเดทของระบบ filter ในระบบ BPR (Best Preview Render) ในการอัพเดทนี้ยังได้เพิ่ม post-process effects มาให้ใช้อีกถึง 19 แบบ ซึ่ง filters ที่สำคัญก็คือ Displace ซึ่งใช้สำหรับเพิ่ม fuzzy และมันจะอยู่ชั้นบนสุดเหนือการแสดงผลพื้นฐาน เราสามารถใช้ custom hatching effects ในส่วนของ shadow areas ที่ต้องการเรนเดอร์ด้วยออปชั่นที่ต้องการ fine-tune ผลลัพธ์ที่จะได้มา โดยปรับ alpha masks หรือ blending modes สำหรับ filters อื่นๆ จะสร้าง Ben-Day dots และ screentone effects

สำหรับ media effects ในประเภทที่เกี่ยวกับตัวระบบ เช่น Corel’s Painter ทาง Overpaint Color filter จะทำการแปลงภาพหลักให้กลายเป็น squared grid ในรูปสีที่เฉลี่ยออกมา โดยแม้ว่าตอนแรกมันจะดูคล้าย pixellation effect แบบทั่วๆ ไป ที่ปรับแก้ขนาด รูปร่าง และทิศทางของภาพสี่เหลี่ยม อย่างไรก็ตามตัว filter สามารถใช้เลียนแบบ natural media ได้หลากหลายแบบจาก charcoal to oil paint
สื่งที่ทำให้เราประทับใจกับ ZBrush 2019 ตัวนี้ก็คือฟังก์ชั่น NPR นั้นมีความหลากหลายมากกว่าในพวกซอฟต์แวร์ DCC อื่นๆ แต่จำเป็นต้องแก้ไขในส่วนต่างๆ ของ UI มันสามารภใช้งานผ่านเบราว์เซอร์ Lightbox ได้ และแชร์การตั้งค่าของกับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ โดยสิ่งที่ NPR นำมา ทำให้ตัวศิลปินที่ไม่ได้ใช้งาน ZBrush จะหยิบ ZBrush ขึ้นมาใช้ เพื่อตกแต่งภาพที่เขามีแทนซอฟต์แวร์ DCC ตัวอื่นๆ

อีกฟีเจอร์หนึ่งที่ดูน่าสนใจมากๆ ของ ZBrush 2019 ก็คือ Snapshot3D ที่อยู่ภายใน Spotlight Dial โดยมันได้ทำการเปลี่ยนระบบ texture projection ของ Spotlight ให้กลายเป็น modelling tool หรือพูดง่ายๆ คือ การนำ 2D alpha image ให้กลายเป็นโมเดล 3D นอกจากนี้ Spotlight ยังมีการอัพเดทในส่วนต่างๆ อย่าง bounding display สำหรับ alpha being applied, pivot point, และ snapping options สำหรับใช้ในการวางตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการควบคุมใหม่ในด้านของการปรับ scaling และ flipping alphas หรือ combining ด้วย Boolean operations นั่นทำให้เราสามารถสร้างรูปทรง 2D ที่ซับซ้อนออกมาได้อย่างง่ายดาย โดยโมเดลที่สร้างขึ้นมา สามารถใช้งานได้ เมื่อรวมเข้ากับระบบ Live Boolean ที่มีอยู่ในตัวซอฟต์แวร์อยู่แล้ว นั่นทำให้กระบวนการสร้าง hard surface modelling สามารถทำได้เร็ว และง่ายยิ่งขึ้น โดย ZBrush 2019 จะมาพร้อมกับไลบรารีของ readymade alphas สำหรับฟีเจอร์ Snapshot 3D โดยเฉพาะ และเรายังสามารถ import ตัว vector shapes ที่สร้างในซอฟต์แวร์อื่นๆ ได้อีกด้วย

สำหรับฟีเจอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ การซัพพอร์ตโฟลเดอร์ หรือระบบ folder ทำให้เราสามารถจัดกลุ่ม SubTools เอาไว้ในโฟลเดอร์ได้ ซึ่งนั่นทำให้เราย้าย ปรับขนาด หรือก๊อปปี้ สิ่งที่อยู่ใน folder ได้ทั้งหมดภายในครั้งเดียว เสียดายเราสร้างโฟลเดอร์ไว้ซ้อนกันไม่ได้เท่านั้นเอง โดย SubTool Master plugin และระบบ Live Boolean ยังได้รับการอัปเดตให้ทำงานในระดับโฟลเดอร์ได้
ในส่วนของ Universal Camera มันคือฟีเจอร์ที่ได้จำลองการตั้งค่ากล้องแบบของจริงมาจำลองไว้ในระบบ โดยเราต้องปรับ focal length และ field of view ซึ่งทำให้เราสร้างสรรค์ภาพที่สมจริงออกมาได้ การตั้งค่าของเรายังสามารถ exported ไปยัง KeyShot ได้โดยตรง และสามารถส่งไปยังซอฟต์แวร์ DCC อื่นๆ ด้วย FBX ImportExport plugin ผมแนะนำให้ตั่งค่ากล้อง Universal Camera ให้เป็นไปตามที่เราต้องการแยกออกจากกันตามโปรเจกต์ เพื่อป้องกันเราไปเผอไปกดเปลี่ยนมัน ทั้งนี้ตัวระบบสามารถรองรับการ undos หรือ redos ได้มากสุด 14 ครั้ง

ในด้าน Tools ที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่สุดในเวอร์ชั่นนี้ก็คือระบบ ZRemesher retopology ซึ่งได้มีการปรับอัลกอริธึมพื้นฐานใหม่ เพื่อลดเวลาของ remeshing times และจำนวน poly ของ topologised meshes โดยจากตัวอย่างที่นำมาโชว์ สามารถลดลงมาเหลือเพียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับใน ZBrush 2018 เท่านั้น ในส่วนของการทำงานของ remeshing ตอนนี้ทางระบบให้ความสำคัญกับ curvature ของโมเดล 3D เป็นหลัก เมื่อพิจารณากับ polygon flow เพื่อช่วย sharp edges บนโมเดล hard surface และอัลกอริธึมนี้ยังลดข้อผิดพลาดในส่วนของโมเดลที่มีรูปสามเหลี่ยมจำนวนมาก เช่น curved surfaces ที่สร้างขึ้นผ่าน Live Booleans อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็ยังไม่ได้บังคับใช้แต่อย่างใด โดยเรายังสามารถเลือกใช้อัลกอริธึมของ ZBrush 2018 ได้
ในการอัพเดทยังได้อัพเดทปลั๊กอิน 2 ตัวที่อยู่ใน ZBrush Summit ซึ่งประกอบไปด้วย ZColor และ Intersection Masker โดย ZColor จะช่วยให้เราสามารถจัดการ colour palettes เมื่อ Polypainting sculpts ได้ ส่วน Intersection Masker จะทำการสร้าง mask ที่วัตถุสองชิ้นวางตัดกันได้อย่างอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมี UV Peel เครื่องมื่อสำหรับทำ UV unwrapping แต่ดูเหมือนจะยังไม่ได้อัพเดทเข้ามาใน ZBrush เวอร์ชั่นนี้เท่านั้น
ในด้านการสมัครสมาชิกใหม่ หรือ licensing conditions ทางค่ายได้แนะนำการสมัครสมาชิกแบบต่อเดือน และ 6 เดือน หรือพูดง่ายๆ คือเป็นมาเป็นแบบเช่าอย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับ licences แบบถาวรก็ยังคงมีอยู่ และได้สิทธิประโยชน์อย่างสมบูรณ์อยู่เช่นเดิม แต่ในด้านการอัพเดท ดูเหมือนว่าผู้ได้สิทธิ์ถาวร จะได้การรับประกันเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่า ในอนาคตถ้ามีอัพเดท เราจะต้องเสียเงินเพื่ออัพเดท แทนที่จะเป็นฟรีเหมือนในอดีต แต่นี่ก็ยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

ZBrush 2019 สามารถใช้งานได้บน Windows เวอร์ชั่น Vista ขึ้นไป และ Mac OS X เวอร์ชั่น 10.10 ขึ้นไป และการอัพเดทเวอร์ชั่น จะทำการอัพเดทฟรีบนผู้ใช้งานที่กำลังดำเนินการอยู่ สำหรับ licences แบบถาวร จะมีราคา 895 เหรียญ การสมัครสมาชิกมีค่าใช้จ่าย 39.95 เหรียญ / เดือน และ 179.95 เหรียญ/6 เดือน
สำหรับผู้ที่สนใจ : [คลิ๊ก]
แหล่งที่มา cgchannel.com
No comments